วันอาทิตย์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2561

สาเหตุการอาการจาม

จาม เป็นอาการที่ร่างกายใช้ขจัดหรือขับสิ่งแปลกปลอมที่ทำให้เกิดการระคายเคืองออกทางจมูกและปากอย่างแรงและรวดเร็ว ในขณะที่จามจะเกิดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อหน้าอกและกะบังลมอย่างฉับพลันไม่ทันตั้งตัว โดยมักมีสาเหตุจากเยื่อเมือกในจมูกเกิดการระคายเคือง
จาม

อาการจามมักทำให้เกิดความรำคาญและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันบ้าง แต่มักไม่ได้เกิดขึ้นจากปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงเสมอไป
อาการจาม 
อาการจามจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและไม่สามารถควบคุมการกระจายลมหายใจที่ขับออกทางจมูกหรือทางปากได้ และอาจมีอาการอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้จามเกิดขึ้นร่วมด้วยดังต่อไปนี้
  • น้ำมูกไหล หรือคัดจมูก
  • ตาแฉะ แสบตา หรือคันตา
  • ไอ
  • เจ็บคอ
หากพบว่าอาการจามเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จามร่วมกับมีไข้ ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และรักษาอาการด้วยตนเองแล้วอาการไม่ดีขึ้นหรือหายไป ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษา
สาเหตุของอาการจาม
อาการจามเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นกับจมูก โดยจมูกมีหน้าที่กรองอากาศที่หายใจเข้าไปให้ปราศจากสิ่งสกปรกและเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งส่วนใหญ่สิ่งสกปรกและแบคทีเรียจะถูกดักจับไว้ในน้ำมูกและถูกย่อยโดยกรดในกระเพาะ แต่ในบางครั้งสิ่งสกปรกก็สามารถผ่านเข้าไปภายในจมูกและทำให้เกิดการระคายเคืองบริเวณเยื่อเมือกในจมูกและคอจนทำให้เกิดอาการจาม
โดยปัจจัยที่อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการจาม ได้แก่
  • สิ่งกระตุ้นจากสภาพแวดล้อม เช่น ฝุ่น ควัน มลภาวะทางอากาศต่าง ๆ สภาพอากาศแห้งหรือเย็น การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ละอองเกสรดอกไม้ เชื้อรา สะเก็ดผิวหนังของสัตว์ และการรับประทานอาหารรสเผ็ด
  • โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis) เป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยจามอย่างต่อเนื่องและจามบ่อย
  • เป็นหวัดหรือไข้หวัดจากการติดเชื้อไวรัส
  • การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาพ่นจมูกคอร์ติโคสเตียรอยด์
  • จามจากการเกิดปฏิกิริยาหลังสัมผัสกับแสงสว่างจ้า (Photic Sneeze Reflex)
  • เกิดการบาดเจ็บที่จมูก
  • การถอนยาบางชนิด เช่น ยากลุ่มโอปิออยด์
การวินิจฉัยอาการจาม 
การวินิจฉัยอาการจามขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลตามระยะเวลาและความรุนแรงของอาการ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพราะโดยปกติแพทย์จะสามารถวินิจฉัยได้จากการสอบถามประวัติทางการแพทย์ ลักษณะอาการจาม และอาการอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นร่วมด้วย จากนั้นจึงตรวจจมูกและคอของผู้ป่วย หรือในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ อาจต้องทำการทดสอบภูมิแพ้ด้วย เพื่อหาสาเหตุและหาสารก่อภูมิแพ้ของผู้ป่วยรายนั้น 
การรักษาอาการจาม
การรักษาอาการจามขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ หากอาการไม่รุนแรง ผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองได้ที่บ้าน แต่หากจามจากโรคและการเจ็บป่วยควรได้รับการรักษาจากแพทย์
การดูแลรักษาอาการด้วยตนเอง 
หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้หรือสิ่งกระตุ้นที่อาจทำให้จาม ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการจามที่มีสาเหตุมาจากโรคภูมิแพ้ได้ เพราะโรคภูมิแพ้เกิดจากร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าไป นอกจากนั้น อาจเปลี่ยนแปลงบางสิ่งภายในที่อยู่อาศัย เพื่อลดความเสี่ยงเกิดการระคายเคือง หรือลดความเสี่ยงในการสัมผัสกับสิ่งที่กระตุ้นให้มีอาการจาม เช่น
  • หมั่นทำความสะอาดบ้าน ปัดกวาดกำจัดฝุ่น ซักผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนด้วยน้ำอุ่นอุณหภูมิประมาณ 60 องศาเซลเซียส เพื่อฆ่าไรฝุ่น
  • ไม่เลี้ยงสัตว์ไว้ในบ้าน เพื่อป้องกันเศษผิวหนังของสัตว์ปลิวเข้าจมูก และหมั่นตัดขนสััตว์เลี้ยง
  • ซื้อเครื่องกรองอากาศไว้ในบ้าน เพื่อให้อากาศภายในบ้านสะอาดและช่วยกรองละอองเกสรดอกไม้ได้ด้วย
  • หากบ้านมีปัญหาของสปอร์เชื้อรา ควรได้รับการตรวจสอบ ในกรณีที่ร้ายแรง อาจจำเป็นต้องย้ายออกไปจากบ้านหลังนั้น เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาสุขภาพตามมา
ส่วนอาการจามที่ไม้ได้เกิดจากภูมิแพ้ มักหายไปได้เองเมื่อโรคที่เป็นสาเหตุได้รับการรักษาหรือเมื่อหายป่วย
การรักษาโรคที่เป็นสาเหตุ
หากผู้ป่วยมีอาการจามจากโรคภูมิแพ้ เบื้องต้นแพทย์จะแนะนำให้หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ด้วยวิธีต่าง ๆ รวมถึงอาจให้ยาแก้แพ้เพื่อบรรเทาอาการ เช่น ยาลอราทาดีน และยาเซทิไรซีน
ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้รุนแรง แพทย์อาจแนะนำการรักษาแบบภูมิคุ้มกันบำบัดด้วยการฉีดสารก่อภูมิแพ้เข้าใต้ผิวหนังทีละน้อยเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยป้องกันร่างกายไม่ให้เกิดปฏิกิริยากับสารก่อภูมิแพ้ในอนาคต
ส่วนการจามจากการติดเชื้อ เช่น เป็นหวัด หรือไข้หวัด สามารถบรรเทาอาการระคายเคืองที่ทำให้จาม และอาการคัดจมูกน้ำมูกไหลได้ด้วยการใช้ยา ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์และยาที่หาซื้อจากร้านขายยา โดยผู้ป่วยควรใช้ยาอย่างถูกต้องเคร่งครัดภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรเสมอ นอกจากนั้น ควรดื่มน้ำให้มากและพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายสามารถฟื้นฟูได้เร็วขึ้น
ภาวะแทรกซ้อนของอาการจาม
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นร่วมกับการจามเป็นไปตามสาเหตุของการป่วยด้วย เช่น
  • โรคหวัด หากป่วยรุนแรง อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ไซนัสอักเสบ โรคหืดกำเริบ หลอดลมอักเสบ ติดเชื้อในหู และปวดบวม
  • โรคภูมิแพ้ อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ผื่นผิวหนัง หากเกิดการแพ้อย่างรุนแรง อาจมีความดันโลหิตต่ำ หายใจหอบเหนื่อย หรือหมดสติ
  • โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น หูช้ั้นกลางอักเสบ โพรงจมูกอักเสบ และริดสีดวงจมูก
  • ไข้หวัดใหญ่ อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น หลอดลมอักเสบ ปอดบวม
การป้องกันอาการจาม
อาการจามมักเกิดจากการได้รับสารก่อภูมิแพ้หรือสารที่ทำให้เกิดการระคายเคืองเข้าไปในจมูก ดังนั้น การป้องกันอาจทำได้โดยการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และสารที่ทำให้ระคายเคืองเหล่านั้น เช่น หลีกเลี่ยงสถานที่หรือกิจกรรมที่อาจต้องสัมผัสฝุ่นควันหรือเกสรดอกไม้
ส่วนโรคต่าง ๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่ ไอกรน โรคอาร์เอสวี และโรคซาร์ส ที่สามารถแพร่กระจายติดต่อกันได้จากการจาม ผู้ป่วยควรดูแลตนเองไม่ให้แพร่กระจายโรคไปสู่ผู้อื่น ดังนี้
  • เมื่อจามควรใช้กระดาษทิชชู่ปิดปากและจมูกเอาไว้
  • ทิ้งทิชชู่ที่ใช้ปิดปากและจมูกขณะจามหรือไอลงถังขยะให้เรียบร้อย
  • หากในขณะที่จามไม่มีกระดาษทิชชู่ ควรใช้แขนส่วนบนปิดปากและจมูกเอาไว้ โดยหลีกเลี่ยงการใช้มือ เพราะเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อโรคได้มากกว่า
  • ในระหว่างที่จามหรือไอบ่อย ๆ ควรหมั่นล้างมือให้สะอาดทุกครั้งด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรืออาจใช้น้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับทำความสะอาดมือ ซึ่งมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์อย่างน้อย 60 เปอร์เซ็นต์
  • หากกำลังป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจที่สามารถติดต่อสู่ผู้อื่นได้ ผู้ป่วยควรรักษาตัวแยกออกจากผู้อื่น หรือผู้ที่ไม่ได้ป่วยก็ควรหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ที่กำลังป่วย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรค

วันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2561

วิธีทำPortfolio

Portfolio


           การทำ Portfolio ไม่ใช่ว่ามีอะไรเราก็จับยัด ๆ ใส่ไปนะคะ หนาแต่ไม่มีคุณภาพก็สู้แบบบาง ๆ แต่ข้างในเจ๋งไม่ได้ค่ะ การ Portfolio ก็จะมีส่วนประกอบอยู่ 4 ส่วน คือ ส่วนของประวัติส่วนตัว, ส่วนของผลงานที่ผ่านมา, ส่วนของกิจกรรมที่ทำ และ ภาคผนวก ค่ะ แต่ละส่วนจะต้องเขียนอย่างไรบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ


  ส่วนที่ 1 ประวัติส่วนตัว

          ถ้าเทียบแล้วพี่แป้งคิดว่าส่วนแรกเป็นส่วนเรียกน้ำย่อย แต่ไม่ใช่น้ำย่อยธรรมดานะคะ เป็นน้ำย่อยที่มีปริมาณมากพอที่จะย่อยอาหารจากหลักเราได้อย่างสวยงามเลยล่ะค่ะ ส่วนของประวัติส่วนตัวนั้นเป็นส่วนที่อาจารย์สอบสัมภาษณ์จะได้ทราบข้อมูลของเราแบบคร่าว ๆ ก่อนที่จะไปถึงผลการเรียนหรือกิจกรรมที่ทำ เหมือนเป็นการแนะนำตัวเองอีกทางนึงค่ะ โดยส่วนแรกของ Portfolio จะมีส่วนประกอบดังนี้คือ

--> หน้าปก : การออกแบบหน้าปกมีโจทย์ง่าย ๆ สั้น ๆ นิดเดียวเลยคือ "ทำยังไงก็ได้ให้อาจารย์สอบสัมภาษณ์อยากหยิบขึ้นมาอ่าน" .... ไม่ง่ายเลยสินะ T_T เอาาแบบสะดุดตาเลยค่ะ แต่ไม่เอาแบบเอารูปตัวเองใส่ชุดนอน เปิดอก หรือ ใส่กางเกงขาดขึ้นปกนะคะ อันนั้นดึงดูดในทางที่ไม่ดีเลย ฮ่า ๆ หน้าปกที่ดีควรที่จะมีรูปของเรา ชื่อ นามสกุล โรงเรียน สายการเรียน ประกาศตัวเองให้ชัดเจนไปเลยค่ะ นอกจากอาจารย์จะเห็นภาพแล้วจะได้เห็นข้อมูลพื้นฐานเราด้วย

--> ปกใน : ปกในก็คือหน้าปกแผ่นแรกนั่นแหละค่ะ แต่เป็นเวอร์ชั่น Copy แผ่นแรกอาจจะเป็นกระดาษแข็งหรือกระดาษหอมนิด ๆ แต่ปกในเป็นแค่กระดาษ A4 ธรรมดาก็พอค่ะ

--> ประวัติส่วนตัว : เป็นส่วนที่บอกรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเราค่ะ ในส่วนนี้เป็นส่วนเนื้อหา เราสามารถทำเป็นแบบ 2 ภาษาได้ค่ะ คือ แบบภาษาไทย และ แบบภาษาอังกฤษ เพื่อที่จะแสดงให้อาจารย์ท่านเห็นว่าเรามีทักษะในการใช้ภาษาอังกฤษกับ Portfolio ได้ค่ะ อันนี้ไม่ได้บังคับนะคะ แล้วแต่ว่าจะทำหรือเปล่า แต่น้อง ๆ ที่เข้าในคณะ/สาขา/สถาบันที่เน้นภาษาอังกฤษส่วนนี้จะช่วยโกยคะแนนมากมายเลยค่ะ ทั้งคะแนนความประทับใจจากอาจารย์และคะแนนทักษาะการใช้ภาษา ในส่วนของประวัติส่วนตัวต้องประกอบไปด้วย
        * ชื่อ-นามสกุล ชื่อเล่น วันเดือนปีเกิด อายุ สัญชาติ เชื้อชาติ ศาสนา จำนวนพี่น้อง
        * จบ/กำลังศึกษาอยู่ที่... ระดับชั้น... สายการเรียน...
        * ที่อยู่ทั้งที่อยู่ปัจจุบัน(ที่ติดต่อสะดวก) และ ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน ถ้าที่เดียวกัน
           ก็เขียนครั้งเดียวพอค่ะ
        * ชื่อบิดา-มารดา อายุ สถานที่ทำงาน และเบอร์ที่สามารถติดต่อได้ และ ชื่อพี่น้อง(ถ้ามี)
        * ประวัติการศึกษา ตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยม แต่ละช่วงชั้นเรียนที่ไหน ได้เกรดเฉลี่ยเท่าไหร่
           แบ่งเป็นช่วง อ.1-3, ป.1-3, ป.4-6, ม.1-3 และ ม.4-6 ค่ะ (ทำเป็นตารางจะเห็นชัดเจน
           กว่านะคะ) มีหลักฐานอ้างอิงคือในแสดงผลการเรียนหรือทรานสคริป ให้ใส่ในส่วนของ
           ภาคผนวกค่ะ
        * ประวัติการศึกษาดูงาน / เข้าค่าย ถ้ามีการเข้าค่ายหรือได้ไปทัศนศึกษาที่ไหน
           ช่วงไหนบ้าง ก็สามารถใส่ลงไปได้ค่ะ ที่สำคัญถ้าใส่สิ่งที่ได้จากกิจกรรมนั้น ๆ ด้วย
           จะเป็นอะไรที่เพอร์เฟคมากเลยค่ะ
        * เกียรติประวัติทางด้านการศึกษา / ด้านพฤติกรรม เช่น การประกวดเรียงความ
           ภาษาไทย เกียรติบัตรรางวัลต่าง ๆ เกี่ยวกับวิชาการ ทำเป็นตารางและแนบเอกสาร
           ไปในภาคผนวกค่ะ แยกออกเป็นด้านต่าง ๆ นะคะ(1 ตารางต่อ 1 ด้าน)
           อาจารย์สอบสัมภาษณ์จะได้ไม่สับสน (***เราจะกล่าวด้านหลังว่า อ้างอิงภาคผนวก
              เอกสารหน้าที่ ....)

        * กิจกรรมภายในโรงเรียน/ภายนอกโรงเรียน/กิจกรรมเพื่อส่วนรวม ทำเป็นตารางหรือ
          ทำเป็นลิสต์แต่ละข้อก็ได้ค่ะ จะไม่มีก็ได้ค่ะ


 
ม.6 อ่าน!! วิธีทำ Portfolio ให้เข้าตากรรมการสอบสัมภาษณ์
แยกออกเป็นส่วน ๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นหน้าเดียว อาจจะส่วนละ 1 หน้ากระดาษก็ได้
แล้วแต่การจัดเรียงแล้วความสวยงามของ Portfolio แต่ละเล่ม
เป็นข้อมูลพื้นฐาน ไม่ต้องกล่าวถึงรายละเอียดกิจกรรม

  ส่วนที่ 2 ผลงาน + คำนิยม

           ส่วนที่ 2 นี้เป็นการดึงเอาผลงานเด่น ๆ ของเรามาใส่ค่ะ ส่วนนี้ถือว่าเป็นส่วนหัวใจของการทำ Portfolio เลยก็ว่าได้ค่ะ เพราะเป็นส่วนที่เราจะเสนอว่าเรามีความสามารถมากเพียงไหน อาจารย์สอบสัมภาษณ์บางท่านอาจจะเปิดผ่านในส่วนของประวัติส่วนตัวเราไปเลยก็ได้ค่ะ อย่าน้อยใจไปนะคะ แต่พี่แป้งรับรองเลยว่าไม่มีอาจารย์ท่านไหนที่มองข้ามในส่วนของผลงานนี้ไปแน่ ๆ ค่ะ
 
ม.6 อ่าน!! วิธีทำ Portfolio ให้เข้าตากรรมการสอบสัมภาษณ์

           ส่วนผลงานนี้ต่างจากส่วนที่ 1 นะคะ ในส่วนที่ 1 เราจะบอกว่าเราทำกิจกรรมอะไรบ้าง มีผลงาน เกียรติบัตรอะไรบ้าง แต่ในส่วนที่ 2 ส่วนผลงานนี้จะดึงเอาแต่ผลงานที่เด่น ๆ ไม่ใช่ทั้งหมด เอาที่เด่นและคิดว่าเกี่ยวข้องกับ คณะ/สาขา ที่เราเข้ามากที่สุด ถ้าคิดว่าไม่เกี่ยวข้องก็เอาที่โดดเด่นมากที่สุด ถ้ามีเยอะก็เอามาแค่ 2-3 ผลงานก็พอค่ะ แต่ต้องเด่นและเจ๋งจริงนะคะ  และเกียรติบัตรที่รับรองเราก็สามารถอ้างอิงได้จากภาคผนวกค่ะ

           ในส่วนผลงานนี้ควรมีทั้งคำบรรยายและภาพประกอบค่ะ ถ้าจะให้ดีควรเป็นภาพที่ปริ้นออกมาเลยค่ะ ไม่ควรใช้เป็นรูปแปะลงกระดาษ เพราะว่าจะทำให้ Portfolio ของเราหนาแลดูไม่สวยงามค่ะ แล้วถ้าเป็นไปได้ควรเป็นภาพสีเพื่อความสวยงาม แต่ถ้าไม่ได้ไม่เป็นไรนะคะ คือถ้าทำได้ก็ทำ ทำไม่ได้ก็ทำให้ดีที่สุดค่ะ อาจารย์ท่านดูความตั้งใจของเราก่อนดูที่ผลงานนะคะ ในส่วนของคำบรรยายเราควรบรรยายว่าผลงานนั้น ๆ เราทำที่ไหน เมื่อไหร่ ทำหน้าที่อะไร และได้อะไรจากการทำผลงานนั้น ๆ ด้วยค่ะ รูปถาพไม่จำเป็นต้องเป็นภาพเดียวนะคะ หลาย ๆ ภาพประกอบได้ แต่ใน 1 ผลงาน ไม่ควรที่จะเกิน 5 รูปค่ะ เพราะมันจะเยอะและรกเกินไป เลือกภาพที่เด็ด ๆ นะคะ

 
ม.6 อ่าน!! วิธีทำ Portfolio ให้เข้าตากรรมการสอบสัมภาษณ์

            ในส่วนของคำนิยม น้อง ๆ อาจจะ งง ว่า คำนิยม คืออะไร?? คำนิยมก็คือคำที่อาจารย์ได้เขียนถึงเราในเรื่องของนิสัย ความประพฤติ กิจกรรม ผลงาน  ในส่วนนี้ไม่ได้บังคับนะคะ แต่ถ้ามีจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้ค่ะ คำนิยมจะเป็นแบบพิมพ์หรือเขียนก็ได้ค่ะ สำคัญตรงที่ต้องมีลายเซ็นต์รับรองจากอาจารย์ผู้เขียนเท่านั้นเอง จะมีอาจารย์ที่เขียนคำนิยมมากว่า 1 ท่านก็ได้ค่ะ อาจจะเป็นอาจารย์ประจำชั้น อาจารย์ประจำวิชา ครูใหญ่ ผอ. ได้หมดเลยค่ะ ในส่วนนี้ต้องทำเรื่องขอกันสักหน่อยนะคะ ถ้าใครที่ไม่มีก็ไม่เป็นไรค่ะ ข้ามไปทำในส่วนที่ 3 ได้เลย


  ส่วนที่ 3 กิจกรรม

            ส่วนกิจกรรมก็คล้าย ๆ กับผลงานเลยค่ะ แต่จะเป็นกิจกรรมแทน ในส่วนผลงานอาจจะเป็นการประกวด ได้รับรางวัลจากการแข่งขัน การเล่นกีฬา หรือเกียรติบัตรจากการทำความดี เป็นต้น แต่กิจกรรมจะเน้นไปที่อย่างอื่นที่ไม่ใช่ด้านวิชาการค่ะ เช่น ความสามารถพิเศษต่าง ๆ กิจกรรมกีฬาสี การเป็นประธานรุ่น เป็นประธานเชียร์ งานแสดงตามวันสำคัญต่าง ๆ การเป็นตัวแทนโรงเรียนถือป้ายโรงเรียน เป็นต้นค่ะ ลักษณะการทำก็คล้าย ๆ กับส่วนผลงาน คือมีการบรรยายว่ากิจกรรมนั้นทำที่ไหน อย่างไร เมื่อไหร่ เรามีส่วนร่วมอะไร และเราได้อะไรจากการทำกิจกรรมนั้น ๆ ค่ะ

  ส่วนที่ 4 ภาคผนวก

            ส่วนนี้เป็นส่วนที่รวมเอกสารทั้งหมดค่ะ เอกสารหลักฐานนั้นเราจะไม่เอาไปใส่ในตัวของเนื้อหนานะคะ เราจะเก็บไว้ในส่วนนี้และใช้วิธีการอ้างอิงค่ะ เอกสารที่อยู่ในส่วนนี้ก็เช่น

           * สำเนาใบแสดงผลการเรียน(ทรานสคริป ปพ.1)
           * สำเนาเกียรติบัตรต่าง ๆ (เรียงตาม พ.ศ.)
           * ภาพถ่ายอื่น ๆ มากกว่าที่ใส่ในส่วนของผลงานและกิจกรรม(ประมวลภาพ ใส่ได้เต็มที่)
    
            ที่สำคัญของส่วนนี้คือต้องเรียงเลขหน้าด้วย เวลาที่เราไปใช้อ้างอิงจะได้เรียกใช้ได้อย่างถูกต้อง ... ก็ครบแล้วสำหรับการทำ Portfolio ทั้ง 4 ส่วนนะคะ รีบทำวันนี้จะได้มีเวลาแก้เผื่อผิดพลาดนะคะ

 
ม.6 อ่าน!! วิธีทำ Portfolio ให้เข้าตากรรมการสอบสัมภาษณ์

            ช่วงนี้ขออิงกระแสหน่อย ผลสอบ มศว ก็ประกาศแล้ว เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่า คณะไหน สาขาไหนของสอบตรง มศว ที่ต้องใช้ Portfolio ในวันสอบสัมภาษณ์กันบ้าง

             * คณะพลศึกษา สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬาและการออกกกำลังกาย
                (หลักฐานแสดงความสามารถทางกีฬา (ถ้ามี))       
             * คณะพลศึกษา สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ (หลักฐานแสดงความสามารถหรือ
                ผลงานกิจกรรมด้านสุขภาพ)  
             * คณะพลศึกษา สาขาวิชาผู้นำนันทนาการ (หลักฐานแสดงความสามารถหรือ
                ผลงานด้านต่างๆ)
             * คณะพลศึกษา หลักสูตรการศึกษาศาสตรบัณฑิต (หลักฐานแสดงความสามารถ
                ทางกีฬา หรือ ผลงานกิจกรรมทางสุขภาพ)  
             * คณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาจิตวิทยา (ประวัติและผลงานของผู้สมัคร (ถ้ามี))  
             * คณะมนุษยศาสตร์ (ประวัติและผลงานที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับสาขาวิชา
                ที่สมัคร / เอกสารรับรองความสามารถ (ถ้ามี))  
                     - สาขาวิชาปรัชญาและศาสนา  
                     - สาขาวิชาวรรณกรรมสำหรับเด็ก
                     - สาขาวิชาสารสนเทศศึกษา
                     - สาขาวิชาภาษาเพื่ออาชีพ
                     - สาขาวิชาภาษาฝรั่งเศส
                     - สาขาวิชาภาษาตะวันออก
                     - สาขาวิชาภาษาไทย
             * คณะวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (แฟ้มประวัติและ

                ผลงาน (Portfolio))  ** ไม่คืนแฟ้มสะสมผลงาน
                     - สาขาวิชาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมและการจัดการทรัพยากร
                     - สาขาวิชานวัตกรรมการจัดการการท่องเที่ยวและบูรณาการ
             * คณะศิลปกรรมศาสตร์ (แฟ้มประวัติและผลงาน (Portfolio))
                
** ให้เขียนชื่อ นามสกุล โครงการ / หลักสูตร / สาขาวิชา / วิชาเอก ที่สมัครสอบ และ
                       เลขที่นั่งสอบ กำกับเอกสารและข้อมูลทุกรายการด้วย

                     - วิชาเอกศิลปะจินตทัศน์
                     - วิชาเอกเซรามิกส์
                     - วิชาเอกศิลปวัฒนธรรม
                     - วิชาเอกการออกแบบสื่อสาร
                     - วิชาเอกการออกแบบผลิตภัณฑ์
                     - วิชาเอกการออกแบบแฟชั่น
                     - วิชาเอกการออกแบบเครื่องประดับ
                     - วิชาเอกนาฏศิลป์ไทย
                     - วิชาเอกนาฏศิลป์สากล
                     - สาขาวิชาดุริยางคศาสตร์สากล
             * คณะศิลปกรรมศาสตร์ (แฟ้มประวัติและผลงาน (Portfolio))
                
  **ให้เขียนชื่อ นามสกุล โครงการ / หลักสูตร / สาขาวิชา ที่สมัครสอบ และ เลขที่นั่งสอบ
                         กำกับเอกสารและข้อมูลทุกรายการด้วย

                     - สาขาวิชาดนตรีศึกษา
                     - สาขาวิชาศิลปศึกษา
                     - สาขาวิชานาฏศิลป์
             * คณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาการประถมศึกษา (ประวัติผลงานของผู้สมัคร (ถ้ามี))
             * วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม แฟ้มประวัติและผลงาน (Portfolio)
               
  ** ไม่คืนแฟ้มสะสมผลงาน
                 ** ให้เขียนชื่อ นามสกุล โครงการ / หลักสูตร / สาขาวิชา / วิชาเอก ที่สมัครสอบ และ 

                           เลขที่นั่งสอบ กำกับเอกสารและข้อมูลทุกรายการด้วย
                     - สาขาวิชานวัตกรรมสื่อสารสังคม
                     - สาขาวิชานวัตกรรมการสื่อสาร
                     - สาขาวิชาภาพยนตร์และสื่อดิจิตอล


 
   FAQ รวมคำถามสงสัยในการทำ Portfolio   

Question : ต้องเป็นเอกสารตัวจริงในการทำ Portfolio เท่านั้นใช่ไหม?
Answer : ไม่จำเป็นเลยค่ะ จะเป็นสำเนาแบบ ขาว-ดำ หรือ แบบสี ก็ได้ ความสำคัญอยู่ตรงที่ต้องมีการเซ็นสำเนาถูกต้อง อาจจะไม่ต้องมีเส้นขีดคาดตรงกลางก็ได้ค่ะ แต่ต้องมีเซ็นต์รับรองสำเนาถูกต้อง และบอกด้วยว่าสำเนานี้ใช้เฉพาะอะไร เป้นมุมเล็ก ๆ ด้านล่างของกระดาษก็ได้ค่ะ แต่ถ้าเอกสารอะไรที่สำคัญอย่างเช่น สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ควรมีเส้นขีดคาดตรงกลางนะคะ เอกสารของเราจะได้ไม่ถูกนำไปใช้ต่อค่ะ

Question : สามารถโหลดรูปแบบหน้าปกที่มีตามอินเตอร์เน็ตมาใช้ได้หรือเปล่า?
Answer : สามารถทำได้ค่ะ แต่บอกเลยว่า "ไม่ควร" ค่ะ เพราะว่าการที่เราโหลดมาเป็นแบบที่คนอื่นสร้างขึ้น คนอื่นก็อาจจะโหลดมาเหมือนกัน แล้วก็เกิดเหตุกาณณ์ที่ว่า หน้าปกซ้ำ ได้ค่ะ เพราะฉะนั้นสร้างขึ้นมาเองเลยดีกว่า ไม่เหมือนใครด้วย แล้วหน้าปกก็เป็นจุดแรกที่อาจารย์สอบสัมภาษณ์ท่านเห็น อาจจะสร้างความประทับใจแรกได้ค่ะ รูปแบบหน้าปกตามอินเตอร์เน็ต เราสามารถดูได้เพื่อมาดัดแปลงทำหน้าปกของเราค่ะ แต่ไม่ควรโหลดมาแล้วเปลี่ยนชื่อเลย อาจารย์ท่านจะมองเราว่าไม่มีความคิดสร้างสรรค์นะคะ (โดนกดคะแนนด้วย)

Question : ถ้าไม่มีผลงานโดดเด่นจะสามารถใส่อะไรลงไปได้บ้าง?
Answer : เริ่มแรกเลย พยายามหารูปกิจกรรมที่มีเราอยู่ในนั้น 1 - 2 รูปก็ยังดีค่ะ แล้วอธิบายว่ากิจกรรมนั้น ๆ ที่เราทำคืออะไร ไม่จำเป็นต้องเป็นในโรงเรียนนะคะ เป็นของนอกรั้วโรงเรียนก็ได้ เช่น มีรวมกลุ่มปั่นจักรยานทางไกล เล่นกีฬาต่าง ๆ หรือ เป็นอาสาสมัครดูแลเด็กวันเสาร์-อาทิตย์ อะไรประมาณนี้ แต่ถ้าไม่มีจริง ๆ ก็พยายามหาคำนิยมจากอาจารย์หลาย ๆ ท่านมาใส่ค่ะ คำกล่าวจากอาจารย์จะการันตีเราได้ส่วนนึงเลย กิจกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ใส่ได้นะคะ ไม่ต้องเป็นการประกวดใหญ่โตอะไรก็ได้ ^_^

Question : โครงการรับตรง 1 โครงการใช้ Portfolio 1 เล่มใช่หรือไม่? (ถ้าสมัคร 10 โครงการก็ต้องทำ 10 เล่มเลยหรอ?)
Answer : แล้วแต่ทางโครงการรับตรงนั้นกำหนดค่ะ บางสถาบันอย่างเช่น มศว จะระบุมาเลยว่าขอสงวนสิทธิ์ในการคืน Portfolio เพราะฉะนั้นก็ทำสำเนาอีกฉบับได้เลยค่ะ โดยส่วนใหญ่แล้วทางอาจารย์สอบสัมภาษณ์ท่านจะดูแล้วถาม ถามเสร็จก็คืนนะคะ เว้นแต่ว่าผลงานเราจะโดดเด่นจริง ๆ อาจารย์จะขอดึงใบประกาศแผ่นนั้นเอาไว้ค่ะ แต่ไม่ค่อยเก็บทั้งเล่มนะคะ ทางทีดีอย่านำเอกสารผลงานตัวจริงใส่ลงไปจะดีกว่าค่ะ ถ้าต้องการความสวยงามก็ถ่ายเอกสารเป็นแบบสี แล้วก็เซ็นต์สำเนาถูกต้องเล็ก ๆ ไว้ที่มุมกระดาษด้านล่าง จะได้ไม่ต้องบังเอกสารค่ะ

Question : ทำ Portfolio สามารถแต่งเรื่องราวของเราได้หรือเปล่า?
Answer : เราสามารถเพิ่มอรรถรสในการเขียนได้ค่ะ แต่ไม่ควรแต่งเกินความเป็นจริง อาทิเช่น บ้านเราฐานะปานกลาง แต่เรากลับเขียนว่าฐานะบ้านเรารวยมาก รวยเป็นสิบล้านยี่สิบล้าน อันนี้ก็เวอร์ไปค่ะ แต่เราสามารถเขียนให้ยาวขึ้นได้ เช่น ที่บ้านทำธุรกิจขายขนมปัง ถ้าใครเขียนเรียงความชีวิตตัวเองก็อาจจะใส่ไปได้ว่า "ทุก ๆ เช้าข้าพเจ้า/ดิฉัน/ผม ตื่นมาช่วยคุณพ่อคุณแม่นวดแป้งขนมปัง บางวันมีการไปโรงเรียนสายเพราะมัวแต่รับประทานขนมปังที่เพิ่งอบเสร็จใหม่ ๆ กลิ่นหอมมาก พร้อมทั้งมีใส่อยู่ด้านในให้เลือกหลากหลาย...." แต่ถ้าไม่เขียนเรียงความก็ไม่ต้องนะคะ 555+
 
ม.6 อ่าน!! วิธีทำ Portfolio ให้เข้าตากรรมการสอบสัมภาษณ์

            จัดเต็มกันไปสำหรับการทำแฟ้มสะสมผลงานหรือ Portfolio 1 เล่มนะคะ ตอนนี้ใครที่ยังไม่รู้จะเริ่มทำยังไงก็รู้แล้วเนาะ เริ่มทำเลยดีกว่า ถ้าไม่รู้เริ่มตรงไหนก็เริ่มจากการหาผลงานของเราก่อนก็ได้ค่ะ เวลาเอามาเขียนทำเป็นเล่ม Portfolio เราจะได้รู้ว่าต้องเขียนอะไรไปต่อจากประวัติของเรา มีอีกเคล็ดลับจะบอกค่ะ การที่เราลอก Portfolio ของเพื่อนมา ถึงแม้ว่าอาจารย์ที่สอบสัมภาษณเราจะไม่รู้จักเรา หรือ เพื่อนเรา มาก่อนก็ตาม แต่บอกว่าเลยอาจารย์ท่านรู้นะคะว่าใครทำเองหรือใครลอกมา อาจารย์แต่ละท่านผ่าน Portfolio มาเยอะมาก เพราะฉะนั้นตั้งใจทำเองนะคะ

           

วันจันทร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ไข่เค็มรสต้มยำ

วัสดุอุปกรณ์ ก็เหมือนกับเราเตรียมเครื่องต้มยำนั่นแหละครับ

  • พริกชี้ฟ้าแดง 10 เม็ด ไม่ต้องทุบหรือบุบหรือว่าโคลกน่ะครับ
  • หอมแดง 5 หัว ผ่าครึ่ง
  • ข่าแก่หั่น 10 แว่น
  • กระเทียมเม็ดใหญ่ 5 กลีบ
  • ตะไคร้หั่นฝอย 3-4 ต้น
  • ใบมะกรูด 5 ใบ
  • มะนาวฝานเป็นแว่นๆ 2 ลูก
  • ไข่เปฺ็ด 12 ฟอง ล้างด้วยน้ำสะอาดใช้สก๊อตไบร์ทถูเบาๆครับไม่งั้นเดี๋ยวไข่จะแตกน่ะครับ
  • เกลือเม็ด 1 ถ้วย ( ใช้ถ้วยใบเล็กขนาดน้ำซุป หรือถ้วยอะไรก็ได้ แต่สำคัญต้องใช้ถ้วยใบเดียวกันในการตวงน้ำน่ะครับ)
  • น้ำเปล่า 4 ถ้วย 
 ไข่เค็มรสต้มยำ,ไข่เค็มสมุนไพร
เครื่องปรุงตามสูตรนี้จะได้ 1 จานพอดีครับ
 ไข่เค็มรสต้มยำ,ไข่เค็มสมุนไพร
สำหรับสูตรนี้ใช้ไข่เป็ด 12 ฟอง
 ไข่เค็มรสต้มยำ,ไข่เค็มสมุนไพร
เห็นเครื่องต้มยำแล้ว ถ้าไม่ติดว่าจะทำไข่เค็มสูตรต้มยำแล้วละก็ผู้เขียนก็อยากหากุ้งมาใส่จังเลยครับ

 วิธีและเคล็ดลับในการทำไข่เค็มรสต้มยำ

  • ใส่เกลือ 1 ถ้วยลงในหม้อที่จะใช้ต้ม แล้วตามด้วยน้ำสะอาด 4 ถ้วย 
  • ใส่เครื่องต้มยำลงไปในหม้อ แล้วนำไปต้ม
ไข่เค็มรสต้มยำ,ไข่เค็มสมุนไพร
  • ระหว่างต้มให้เฝ้าด้วยน่ะครับ สาเหตุที่ต้องเฝ้าก็คือ เมื่อน้ำเดือดแล้วให้จับเวลาไปอีก 5 นาที แล้วให้ปิดแก๊สเพราะว่าเครื่องของสมุนไพรจะยังออกไม่ครบ แต่เราจะให้เครื่องไปซึมเข้าในไข่ได้ง่ายครับ นี่เป็นสูตรครับ
ไข่เค็มรสต้มยำ,ไข่เค็มสมุนไพร
  • เมื่อปิดแก๊สแล้วก็พักไว้ให้น้ำต้มยำ หรือน้ำสมุนไพรนั้นเย็นหรืออุ่น แล้วก็หาภาชนะเป็นโหล หรือเป็นโถพลาสติก ใส่ไข่เป้ด แล้วใส่น้ำลงไปตักเครื่องสมุนทับไว้บนไข่เป็ด ดองไว้ประมาณ 12 วัน ก็สามารถนำไข่เค็มรสต้มยำ หรือไข่เค็มสมุนไพร มาประกอบอาหารได้แล้วครับ จะต้มหรือทอด ก็ได้ถ้าจะยำก็นำไปต้มแล้วก็นำมายำ เป็นไข่เค็มรสต้มยำแบบครบเครื่องสมุนไพรเลยทีเดียวครับ ใส่ภาชนะเป็นโถพลาสติกหรือหม้อก็ได้ครับ ปิดฝาไว้ 12 วันนำมาต้มหรือทอด รับรองความอร่อยและมีประโยชน์ครับ
ไข่เค็มรสต้มยำ หรือ ไข่เค็มสมุนไพรนี้ เราสามารถทำไว้รับประทานง่ายๆที่บ้านหรือว่า จะทำขายสร้างรายได้ก็ยิ่งดีน่ะครับ เพิ่มมูลค่าของสินค้าด้วยการแปรรูปของไข่ จากเดิมขายฟองล่ะ 4 บาทแต่ถ้านำมาแปรรูปเป็น ไข่เค็มรสต้มยำ หรือ ไข่เค็มสมุนไพร สามารถขายได้เป็นราคา 8 บาท เพิ่มขึ้นมาอีกเท่าตัวเลยทีเดียว ลองทำตัวน่ะครับ เมื่อครบ 12 วันแล้วเปลือกไข่จะเป็นสีเหลืองเพราะสมุนไพรจะไปเกาะบนเปลือกไข่ เนื้อไข่ข้างในก็จะไม่เค็มมาก เมื่อรับประทานก็จะเหมือนกับรับประทานสมุนไพรไปในตัว ผู้เขียนหวังว่า บทความนี้คงเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านเว็บบ้านน้อย ไม่มากก็น้อยน่ะครับ ติดตาม เมนูอาหาร สูตรและเคล็ดลับ วิธีทำอาหารทุกภาค ทุกเมนูได้ที่นี่ Baannoi.com
เคล็ดลับ : ถ้วยที่ใช้ตวงเกลือ และ น้ำเปล่า ต้องใช้ถ้วยขนาดเดียวกัน 

วิธีการมัดหมี่ (ผ้าพื้นบ้านภาค อีสาน)

การมัดหมี่ 
        การมัดหมี่ เป็นการทำลวดลายของผืนผ้า โดยการใช้วัสดุกันน้ำมัดกลุ่มเส้นฝ้ายเป็นลวดลายตามต้องการ ก่อนนำฝ้ายย้อมน้ำสี เมื่อแก้วัสดุกันน้ำออกจึงเกิดสีแตกต่างกัน ถ้าต้องการเพียง สี จะแก้วัสดุมัดฝ้ายเพียงครั้งเดียว หากต้องการหลายสีจะมีการแก้มัดวัสดุหลายครั้ง
         ก่อนมัดหมี่ ต้องค้นหมี่ก่อน โดยการนำเส้นฝ้ายพันรอบหลักหมี่ คู่ นับจำนวนเส้นฝ้ายให้สัมพันธ์กับลายหมี่ที่จะมัด จากนั้นจึงทำการมัดหมี่กลุ่มเส้นฝ้ายในหลักหมี่ ตามลวดลายหมี่ที่ต้องการ เมื่อถอดฝ้ายมัดหมี่ออกจากหลักหมี่ นำไปย้อมสี บิดให้หมาดแล้วจึงแก้ปอมัดหมี่ออก ทำให้เกิดลวดลายตรงที่แก้ปอออก นำฝ้ายที่แก้ปอมัดแล้วนี้ไปพันรอบหลอดไม้ไผ่เรียกว่า การปั่นหลอด ร้อยหลอดฝ้ายตามลำดับก่อน-หลัง เก็บไว้อย่างดีระวังไม่ให้ถูกรบกวนจนเชือกร้อยขาด ฝ้ายมัดหมี่ในหลอดฝ้ายใช้เป็นเส้นพุ่งในการทอ

การค้นหมี่ 
         เส้นฝ้ายมีไขฉาบโดยธรรมชาติ ก่อนนำมาใช้ต้องชุบน้ำให้เปียกทั่วอณูของเส้นฝ้าย โดยชุบน้ำแล้วทุบด้วยท่อนไม้ผิวเรียบ เรียกว่า การฆ่าฝ้าย ก่อนจะชุบฝ้ายหมาดน้ำในน้ำแป้งและตากให้แห้ง คล้องฝ้ายใส่กงแล้วถ่ายเส้นฝ้ายไปพันรอบอัก ตั้งอักถ่ายเส้นฝ้ายพันรอบหลักหมี่ ซึ่งมีความกว้างสัมพันธ์กับความกว้างของฟืมที่ใช้ทอผ้า นับจำนวนเส้นฝ้ายให้เป็นหมวดหมู่ แต่ละหมู่มีจำนวนเส้นฝ้ายสัมพันธ์กับลายหมี่ มัดหมวดหมู่ฝ้ายด้วยเชือกฟาง





รูปการค้นหมี่



วิธีการค้นหมี่
      1. เอาฝ้ายที่เตรียมมาแล้วมัดหลักหมี่ด้านล่างก่อน แล้วพันรอบหลักหมี่ไปเรื่อยๆ เรียกว่า การก่อหมี่
      2. การค้นหมี่จะต้องค้นจากล่างขึ้นบน หรือบนลงล่างจนกว่าจะครบจำนวนรอบที่ต้องการ ภาษาท้องถิ่นเรียกแต่ละจำนวนว่าลูกหรือลำ ถ้าก่อหมี่ผูก ฝ้ายด้านขวา ก็ต้องวนซ้ายมาขวาทุกครั้ง
      3. ควรผูกฝ้ายไว้ทุกลูกด้วยสายแนม เพื่อไม่ให้หมี่พันกัน หรือหลุดออก
จากกัน

รูปการมัดหมี่

วิธีการมัดหมี่
1. มัดกลุ่มฝ้ายแต่ละลูกหมี่ด้วยเชือกฟาง จนครบหลักหมี่ ทำเป็นเชิงผ้า
2. การเริ่มต้นลายมัดหมี่ อาจมัดจากด้านบนไล่เรียงลงข้างล่าง หรือมัดข้างล่างก่อนจึงไล่เรียงขึ้นข้างบน บางคนอาจเริ่มมัดจากตรงกลางก่อน จึงขยายออกไปเต็มหลักหมี่
3. เริ่มมัดปลายเชือกด้านหนึ่งกับลูกหมี่ก่อน จึงพันอีกปลายหนึ่งซ้อนทับกันให้แน่นเพื่อไม่ให้สีย้อมซึมเข้าข้อหมี่ เมื่อพันทับกันไปจนได้ความยาวตามลายหมี่แล้ว มัดปลายเชือกกับลูกหมี่ให้แน่นเช่นกัน โดยเหลือปลายเชือกไว้ เมื่อเวลาแก้ปอมัดจะทำได้ง่าย


4. เอาเชือกเส้นหนึ่งสอดเข้าไปในช่องหลักหมี่ข้างใดข้างหนึ่ง ผูกกลุ่มฝ้ายไว้เป็นวงไม่ให้หมี่ที่มัดลวดลายแล้วหลุดออกจากกัน และใช้เป็นหูหิ้วสำหรับจับเวลาย้อม ถอดฝ้ายมัดหมี่ออกจากหลักหมี่

หลังจากนั้น เราก็จะนำไป ย้อมคราม เมื่อย้อมครามเสร็จก็จะนำมาแก้ปอมัดหมี่



การแก้ปอมัดหมี่
หมี่ที่มัดเสร็จเรียบร้อยและถอดออกจากหลักหมี่แล้วนำไปแช่น้ำให้เปียก บิดให้หมาด นำไปย้อมสีคราม ล้างสีให้สะอาด จึงนำมาแก้ปอมัดหมี่ พาดราวกระตุกให้เรียงเส้น ผึ่งให้แห้งได้ฝ้ายมัดหมี่


การปั่นหลอด
นำฝ้ายมัดหมี่คล้องใส่กงซึ่งวางอยู่ระหว่างตีนกง คู่ หมุนกงคลายฝ้ายออกจากกงพันเข้าหลอดไม้ไผ่เล็กๆ ที่เสียบแน่นอยู่กับเหล็กไนของหลา ความยาวของหลอดไผ่สัมพันธ์กันกับกระสวยทอผ้า เมื่อหมุนกงล้อไม้ไผ่ของหลา เหล็กไนและหลอดจะหมุนเอาเส้นฝ้ายจากกงพันรอบแกนหลอดไม้ไผ่ ให้ได้จำนวนเส้นฝ้ายพอเหมาะกับขนาดองร่องกระสวยทอผ้า
การร้อยฝ้าย
ร้อยหลอกฝ้ายที่ปั่นแล้วตามลำดับก่อนหลังหากร้อยหลอดผิดลำดับหรือเชือกร้อยหลอดขาดทำให้ลำดับฝ้ายผิดไปจะไม่สามารถทอเป็นลวดลายตามความต้องการได้

วิธีทำวุ้นมะตูม

วิธีทำวุ้นมะตูม





มะตูมนั้นเป็นพืชสมุนไพร มีสรรพคุณแก้คลื่นไส้อาเจียน อันเกิดจากธาตุไม่ปกติ แก้อาการท้องเสีย แก้บิด ช่วยให้ชุ่มชื่นใจ และเมื่อนำมาเป็นส่วนผสมในวุ้น ก็จะทำให้วุ้นที่ได้มีทั้งประโยชน์ทางสมุนไพร และความอร่อยอีกด้วย
ส่วนผสมตัววุ้น
1.วุ้นผง 1 ช้อนโต๊ะ
2.น้ำเปล่า 2 1/2 ถ้วยตวง
3.น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วยตวง
4.มะตูมแห้ง 10 แว่น
5. พิมพ์รูปมะตูม
วิธีทำ
-ต้มมะตูมกับน้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง เคี่ยวจนเหลือน้ำ 1/2 ถ้วยตวง กรองด้วยผ้าขาวบางให้สะอาด
-เคี่ยววุ้นกับน้ำเปล่า น้ำมะตูม จนวุ้นละลายประมาณ 5 นาที จึงเติมน้ำตาลทรายเคี่ยวต่อจนน้ำตาลละลายหมด กรองด้วยผ้าสะอาด เทใส่ภาชนะให้หนาประมาณ 1 นิ้ว
ส่วนผสมหน้ากะทิ
วุ้นผง 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำเปล่า 2 ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วยตวง
เกลือ 1 ช้อนชา
หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง
วิธีทำ
-เคี่ยววุ้นกับน้ำเปล่าจนวุ้นละลาย เติมน้ำตาล เคี่ยวต่อจนน้ำตาลทรายละลาย
-ละลายเกลือกับหัวกะทิจนเข้ากัน นำกะทิไปใส่ในวุ้น เคี่ยวพอวุ้นเดือด นำไปเทบนวุ้นมะตูมที่เริ่มตึงตัวแล้ว พักไว้จนวุ้นเย็นและอยู่ตัว ตัดเป็นชิ้นๆ หรือใช้หรือใช้พิมพ์วุ้นมะตูมตัดให้สวยงาม

แชมพูมะกรูดสูตรไร้สาร

แชมพูมะกรูดสูตรไร้สาร







           วันนี้มาแนะนำทำแชมพูมะกรูดแบบไร้สารเคมี คือ ไม่ใช้หัวแชมพูหรือผงฟอง ส่วนผสมหาง่ายๆ ใช้เพียงมะกรูด 1 กิโลกรัม กับน้ำสะอาด 1 ลิตร
     วิธีการทำ
     1. นำผลมะกรูููดมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วผ่าซีีีก เอาเมล็็็ดออก หั่ั่ั่นทั้งเปลืืือกให้ เป็นชิ้น
     2. นำไปต้มกับน้ำในหม้อ ปิดฝา ต้มนาน 15 นาที
     3. ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วนำทั้งน้ำและเนื้อ มะกรูดไปปั่นในเครื่องปั่นจนละเอียด
     4. นำมากรองด้วยผ้าขาวบาง จะได้น้ำมะกรูดที่ข้นเหนียวเป็นครีม
     5. นำน้ำมะกรูดที่ได้ไปนึ่ง หรือ ตมไฟอ่อน พอเดือดปุดๆ ยกลงทิ้งไว้ ให้เย็น นำไปบรรจุขวดที่มีฝาปิด เก็บได้นาน 3-6 เดือน
     วิธีใช้
     ใช้สระผมแทนแชมพูทั่วไป เวลาสระผมจะไม่มีฟอง แต่จะทำให้ผมสะอาด นุ่มสลวย ผมลื่นหวีง่าย ผมจะดกดำ เงางาม
      เมื่อนำไปลองใช้ดูแล้วเห็นผลเป็นอย่างไร ถ้าจะกรุณาเขียนมาเล่าสู่กันฟังก็จะเป็นประโยชน์สำหรับคนอื่นๆต่อไปครับ

  ที่มา : คู่มือพึ่งตนเอง 37 หลักสูตรเพื่อสุขภาพและความงาม
           และวารสารเกษตรกรรมธรรมชาติ ศูนย์สื่อเพื่อการพัฒนา

แหนมเห็ดนางฟ้า

แหนมเห็ดนางฟ้า

     


วิธีทำแหนมเห็ดนางฟ้า

  • ตัดตีนเห็ดส่วนที่แข็งออกเห็ดอย่าพึ่งล้างน้ำน่ะค่ะ ให้นำมาฉีกเป็นเส้นตามลายยาวของดอกเห็ดฉีกเป็นฝอยๆค่ะ เมื่อฉีกเสร็จแล้วค่อยนำไปล้างน้ำสะอาดประมาณ2-3น้ำ แล้วนำเห็ดไปนึ่งให้สุกประมาณ 15 นาที

  • เมื่อเห็ดสุกแล้วนำมาพักไว้ให้เห็ดเย็นและบีบเอาน้ำออกจากเห็ด บีบให้หมาดๆเลยน่ะค่ะใช้ผ้าขาวบางห่อแล้วบิดก็ได้ค่ะจะได้บิดง่ายๆ บิดให้เห็ดแห้ง
  • โคลกกระเทียมให้ละเอียดแบบหยาบๆ ส่วนข้าวเหนียวให้แช่น้ำพอให้ข้าวแตกออกเป็นเม็ดๆ แล้วเอาเฉพาะข้าวไม่เอาน้ำน่ะค่ะใส่ในกะละมังที่เตรียมคั้นแหนมเห็ด
  • ใส่เห็ด,เกลือและน้ำตาลปิ๊บครึ่งช้อนชาไม่ต้องใส่เยอะน่ะค่ะเพราะว่าเห็ดมีความหวานในตัวอยู่แล้วและใส่กระเทียมลงไปพร้อมกันเลยค่ะ
  • ใส่ถุงมือขยำให้ส่วนผสมเข้ากัน คั้นไปเรื่อยๆแล้วลองชิมดูว่าเค็มพอหรือยังแต่อย่าให้เค็มมากน่ะค่ะเอาพอเค็มหน่อยๆเมื่อแหนมเห็ดเป็นแล้วจะได้อร่อย ถ้ายังไม่เค็มก็ให้เติมเกลือนิดหน่อยก็ได้ค่ะ
  • เพื่อตอนที่เราคั้นแหนมเห็ดจะ

     วัสดุอุปกรณ์ทำแหนมเห็ด

  •  เห็ดนางฟ้าฮังการี 1 กก. (ดอกเห็ดไม่ค่อยสวยเพราะคัดดอกที่สวยๆไปขายส่วนดอก
  • เกลือ 2-3 ช้อนโต๊ะ
  • ข้าวเหนียวนึ่งสุก 1 ครึ่งถ้วย
  • กระเทียม 1 ถ้วย
  • น้ำตาลปิ๊ป ครึ่งช้อนชา
  • พริกขี้หนู ไว้ใส่ตอนห่อแหนมเห็ด
  • เห็ดไม่สวยก็คัดมาทำแหนมเห็ด)